the-headless-horseman-thumnail

The Headless Horseman – ปีศาจสับหัว

แต่ละประเทศแต่ละพื้นที่บนโลกใบนี้ต่างก็มีประวัติศาสตร์ในเรื่องราวของความน่ากลัว ความสยดสยองแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่าตำนานแต่ละแห่งที่พวกเขาได้พบเจอกันมาตั้งแต่อดีตมันมีเรื่องราวที่น่าขนหัวลุกมากขนาดไหน ซึ่งจะว่าไปแล้วเรื่องของผีก็เปรียบเสมือนกับเป็นเรื่องราวที่บ่งบอกความเป็นมาของคนในแต่ละพื้นที่ในแต่ละยุคประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดีว่ามีเรื่องราวและความน่าสนใจมากน้อยขนาดไหน อย่างตำนานของ The headless horseman ก็จัดได้ว่าเป็นตำนานที่มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว รู้จักกับ The headless horseman The headless horseman หรือ คนหัวขาดขี่ม้า บางคนก็เรียกว่า ปีศาจสับหัว เป็นปีศาจที่อยู่ในตำนานพื้นบ้านช่วงยุคกลาง ลักษณะของ The headless horseman ที่ว่านี้ก็จะเป็นบุรุษองอาจขี่ม้าสีดำที่สำคัญคือไม่มีหัว แต่ลักษณะที่พบเห็นก็คือมักจะขี่ม้าแล้วแบกหัวเอาไว้ตรงบริเวณต้นขาด้านล่าง อาวุธที่ใช้จะเป็นแส้ซึ่งทำจากกระดูกสันหลังของมนุษย์ เมื่อเขาหยุดขี่ม้าตรงบริเวณใดความอันตราย ความน่ากลัวก็จะเกิดขึ้น ซึ่งบางตำนานยังมีการเล่าเรื่องต่อกันมาอีกว่ามักจะชื่นชอบการไล่ล่าฆ่าคนอื่นด้วยการตัดหัว ถึงกระนั้นก็ยังมีประวัติของ The headless horseman ในแต่ละพื้นที่มาเล่าสู่กันฟังว่ามีความน่าสนใจ น่าตื่นเต้นกันขนาดไหน The headless horseman ในประเทศเยอรมัน ตำนานของเยอรมันเล่าว่ามีหญิงสาวผู้หนึ่งได้ออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าตรู่วันอาทิตย์เพื่อทำการรวบรวมต้นโอ๊คในป่าใหญ่ให้ได้มากที่สุดในสถานที่ที่ถูกเรียกว่า Lost Waters เธอได้ยินเสียงแตรที่เอไว้ล่าสัตว์เมื่อเธอได้ยินอีกครั้งพร้อมกับหันหลังไปดูก็เห็นขายที่หัวเป็นขวานสวมเสื้อสีเทาตัวยาวนั่งอยู่บนม้าขนสีเทา ซึ่งจะเป็นคนที่คอยไล่ล่าตัวหัวของคนที่ตนเองพบเจออยู่เสมอ The headless horseman ในประเทศสหรัฐฯ ในสหรัฐฯ มีตำนานที่เกิดจากการสร้างหนังสั้นเรื่อง The Legend of Sleepy […]

boogeyman_thumnail

Boogeyman – ปีศาจแห่งฝันร้ายของเด็ก

ขึ้นชื่อว่าความน่ากลัว ความสยดสยอง เชื่อเหลือเกินว่าในความคิดของทุกคนจะต้องมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผีหรือปีศาจอยู่ในความคิดอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะพวกสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่ามันคือตัวร้ายที่ไม่ว่าใครหากได้พบเจอเข้าต่างก็ต้องรีบหนีออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้กันเลยทีเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ Boogeyman ซึ่งเป็นหนึ่งในความน่ากลัวจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ว่ามันคือสิ่งที่ใครก็ไม่อยากจะพบเจอด้วยกันทั้งสิ้น รู้จักกับ Boogeyman ตำนานความน่ากลัวของ Boogeyman หรือที่คนไทยอาจจะเรียกอย่างน่ารักหน่อยว่า ผีบูกี้ หรือบางคนก็เรียกว่าบูกี้บูกี้ ทว่าจริงๆ แล้วเจ้าผีที่ว่านี้มันคือผีที่สร้างความน่ากลัว สยดสยองเป็นที่หวาดหวั่นของเด็กๆ เป็นอย่างมากตั้งแต่ยุคกลางกันมาแล้ว แม้ว่าในปัจจุบันนี้บางคนอาจบอกว่ายังเคยเจอผีบูกี้นี้อยู่เลยด้วยซ้ำทั้งๆ ที่เอาเข้าจริงก็ยังไม่มีใครที่สามารถหาคำตอบได้อย่างชัดเจนว่าการเจอผีบูกี้หน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่ ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือภาพถ่ายใดๆ ที่จะมายืนยันอีกทั้งคนส่วนใหญ่ที่มักจะพบเจอกับ Boogeyman ก็เป็นเด็กๆ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องมีแต่เด็กที่พบเจอเจ้าผีตัวนี้ตามตำนานได้มีการเล่าขานเรื่องราวเอาไว้ว่าเจ้าผี Boogeyman มักจะชื่นชอบในการโผล่ไปยังบ้านนั้นบ้านนี้พร้อมทั้งชอบไปกลั่นแกล้งเด็กๆ ช่วงเวลาที่กำลังนอนหลับ อาทิ ลอยผ่านหน้าต่างที่เด็กกำลังนอนอยู่ เรื่อยไปจนถึงขนาดว่าสั่นเตียงเด็กที่กำลังนอนเลยก็มี ซึ่งเด็กหลายคนที่ว่ากันว่าเคยพบเจอกับ Boogeyman ก็มักบอกว่าไม่เจอที่หน้าต่างลอยไปมาก็มักจะเจอที่ปลายเตียงพวกเขา แม้แต่เด็กที่นอนอยู่กับผู้ใหญ่ก็ยังคงเจอเจ้าปีศาจร้ายตัวนี้ในขณะที่ผู้ใหญ่กลับไม่เคยเจอเลย นั่นทำให้เกิดคำถามที่ขัดแย้งกันมากมายบ้างก็บอกว่าผีนี้มีจริงขณะที่อีกหลายคนก็มองว่าอาจเป็นภาพที่เกิดจากจินตนาการของเด็กก็ได้ ลักษณะของ Boogeyman ก็ไม่มีใครที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน บ้างก็บอกว่าหน้าตาอัปลักษณ์ ตัวเตี้ยบ้าง สูงบ้าง ใส่เสื้อคลุมสีขาวบ้าง สีดำบ้าง แต่สิ่งที่มักบอกได้ตรงกันก็คือ Boogeyman เป็นผู้ชายและชื่นชอบที่จะพูดจาให้เด็กกลัว ซึ่งว่ากันว่า Boogeyman มีเด็กเคยพบเจอไปทั่วโลกไม่ใช่แค่ในยุโรปเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามความน่ากลัวของ Boogeyman ก็ยังคงเป็นเรื่องที่สามารถนำมาเล่าต่อกันได้อย่างไม่จบสิ้น แม้ว่าจะไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนก็ตามทีว่ามีจริงหรือไม่

onepicevil1

5 ปีศาจร้ายที่สุดน่ากลัวและเป็นขวัญใจของใครหลายๆ คน

เมื่อพูดถึงปีศาจ “Evil” ทุกคนต่างต้องนึกถึงความน่ากลัวและรูปร่างอันน่าเกรงขามของพวกมัน แม้บางตัวจะมีบุคลิกที่น่ากลัวเสมือนฝันร้ายของคนที่พบเห็น แต่ถึงอย่างไรพวกมันก็เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ที่ติดตา รวมถึงประวัติต้นกำเนิดที่น่าสนใจ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วจะมีปีศาจเพียงไม่กี่ตัวที่ถูกจดจำและถูกกล่าวถึงเป็นเวลานานๆ เป็นเพราะปีศาจทั้ง 5 ตนนี้มีรูปร่างที่เท่จับใจและสัมผัสถึงความทรงพลังในตัวของมันเอง  ซึ่งมีอะไรบ้างมาดูกัน 1.Sauron (เซารอน) – จากภาพยนตร์และหนังสือนิยาย The Lord of The Ring เจ้าแห่งความมืดที่ปกคุมไปทั่วมอร์ดอร์ เซารอน คือจอมปีศาจโดยแท้จริง เพราะมันยอมทำทุกอย่างเพื่อครอบครองทุกสิ่งบนโลก แพร่กระจายอำนาจมืดไปทุกหนทุกแห่ง ส่งผลให้มนุษย์และเอลฟ์ในโลกของเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ร่วมมือกันปราบจอมปีศาจแห่งมนต์ดำลง 2.Diablo หรือ Lord of Terror (เดียโบล – เจ้าแห่งความกลัว) – จากวีดีโอเกม Diablo ใครที่เคยเล่นเกมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 จะต้องรู้จักกับเกม Diablo ll หรือ เกมเดียโบล 2 อย่างแน่นอน ซึ่งนับว่าเป็นภาคที่โด่งดังที่สุดของซีรี่เกมชุดนี้ โดยในภาคแรกออกวางจำหน่ายในปี ค.ศ.1996  เกมเดียโบลได้รับความนิยมสูงมากในยุคสมัยนั้น ด้วยการออกแบบดูแบบการเล่นที่แปลกใหม่ รวมถึงการดีไซร์ตัวละครเท่สุดๆ โดยเฉพาะเหล่าปีศาจที่ผู้เล่นต้องไปปราบ แน่นอนว่าอสูรหรือปีศาจแห่งนรก […]

Sauron_in_dark_thumnail

Sauron – Dark Lord เจ้าแห่งด้านมืด

Sauron – Dark Lord เจ้าแห่งด้านมืด Sauron คือจอมปีศาจที่เปี่ยมไปด้วยแห่งความชั่วที่แท้จริง เดิมที่มันเป็นลูกสมุนเอกของมอร์กอธ Morgoth เทพอสูรที่ชั่วร้าย แต่ภายหลังถูกปราบลงจากการร่วมมือกันของเอลฟ์และมนุษย์ จึงทำให้เซารอนตั้งตนขึ้นมาเป็นใหญ่แทน เซารอนเป็นตัวการที่ก่อสงครามบนมิดเดิลเอิร์ธอย่างมากมาย เซารอนและบริวารของมันมีมากมายแข็งแรงและน่าเกรงขาม เซารอนมีความสามารถด้านมนตร์ดำที่สูงส่ง มากด้วยฝีมือการหลอมเหล็กและตีดาบ จึงทำให้เจ้าแห่งมนตร์ตนนี้ได้มีส่วนร่วมหลอมแหวนทั้ง 16 วง หรือเรียกว่า แหวนแห่งอำนาจ โดยแบ่งให้มนุษย์ 9 วง คนแคระ 7 วง เมื่อเป็นเช่นนั้นเซารอนไม่รอช้า มันจึงหลอมแหวนอีกวงหนึ่งขึ้นมาอย่างเงียบๆ โดยใช้ไฟจาก เมาท์ดูม ไม่มีใครสามารถทำลายได้หากหลอมขึ้นมาด้วยไฟจากเมาท์ดูม หากไม่นำมานำลายด้วยไฟแห่งเมาท์ดูมเอง แหวนดังกล่าวมีชื่อว่า “แหวนเอกธำมรงค์” ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในเรื่อง “The Lord of The Ring” และ “The Hobbit” เซารอนมีพลังมากมายเกินกว่าจะจิตนาการได้ มันได้นำพลังของมันส่วนหนึ่งใส่ไว้กับแหวน ใครก็ตามที่ได้ครอบครองแหวนก็จะถูกมันกลืนกินจิตรใจไปด้วย สุดท้ายชีวิตที่เหลืออยู่อันน้อยนิดของมันก็ถูกทำลายไปพร้อมกับแหวนเอกธำมรงค์ บนไฟแห่งเมาท์ดูมต้นกำเนิดของมันนั่นเอง